Home   |   About us   |   Contact us
 
 
Interview
 
ขุนเดช วรกานศ์ ประภาพรพันธ์ ราชายิปซีบำบัดคนแรกของเมืองไทย
05 Oct, 2011
 
  ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นผู้ถูกเลือก แต่เขาคนนี้คือหนึ่งใน ผู้ที่ถูกเลือกให้ได้รับพลังพิเศษบางอย่างที่เราต่างคุ้นชิน มานาน นั่นคือ ‘Sense’ หรือสัมผัสพิเศษ ที่ต้องแลกมา กับเรื่องราวลึกลับที่ยากจะอธิบาย ความฝันประหลาดที่ต้องการค้นหาคำตอบ เชื่อมโยงไปสู่การเดินทางครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อพิสูจน์ และศึกษาศาสตร์ความเชื่อนั้นอย่างจริงจังด้วยตนเอง

กว่า 10 ปีที่อยู่ในวงการนี้ ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในกลุ่มคนที่มีความเชื่อและศรัทธาในองค์เทพ ต่างเรียกขานเขาในนามของ ‘ดร.มายด์’ หรือ ‘ขุนเดช วรกานศ์ ประภา-พรพันธ์’ ราชายิปซีบำบัดคนแรกของเมืองไทย ซึ่งหากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความเชื่อในเรื่องการดูไพ่ยิปซี และการบูชาองค์พระพิฆเนศละก็ ขอย้ำสักนิดว่าไม่ควรพลาดจนบรรทัดสุดท้าย

เมื่อไรที่รู้ว่าตัวเองมีเซนส์หรือสัมผัสสิ่งลี้ลับได้

“ตอนอายุ 10 กว่าขวบ ในงานศพของอาม่า ปกติงานศพคนจีนจะจัดกงเต๊กใหญ่มากที่ชั้นล่างของบ้าน แต่เพราะพิธีกรรมเยอะและวุ่นวายมาก ทำให้ผมไม่อยากจะร่วมพิธีด้วยเลยหนีขึ้นไปนอนข้างบน พอกำลังจะนอนก็เห็นเสื้อตัวที่อาม่าใส่ประกอบกงเต๊กลอยผ่านหน้าต่างขึ้นมาข้างบน ผมกลัวมากเลยรีบวิ่งลงไปเล่าให้ทุกคนฟัง เขาก็เลยบอกว่าเห็นไหมอาม่ามาบอกแล้ว เพราะที่บ้านผมจะเข้มงวดเรื่องกิจกรรมในครอบครัวมาก ทำอะไรก็ต้องทำร่วมกัน นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเป็นตัวเป็นตน”

หลายครั้งเรามักจะได้ยินว่า คนที่มีความพิเศษทางด้านนี้ ส่วนใหญ่จะได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ต้นตระกูลของคุณมีเซนส์ด้านนี้บ้างหรือเปล่า

“คุณปู่ของผมเป็นนักปฏิบัติธรรม และท่านเป็นคนเดียวที่มีเซนส์หรือที่เขาเรียกว่าสัมผัสพิเศษ ท่านจะดูได้ว่าใครเป็นยังไงตั้งแต่ยังไม่ทันได้พูดกับคนคนนั้น จนมาถึงคุณแม่ผมที่มีนิดหน่อย และมาถึงตัวผม ที่สามารถสัมผัสวิญญาณได้เหมือนเรามีเซนส์ และทุกครั้งผมจะรู้สึกเหมือนมีใครอยู่ด้วยตลอดเวลา มาทางกลิ่นบ้าง ควันบ้าง”

คุณมีความเชื่อเรื่องวิญญาณหรือสิ่งลี้ลับในระดับไหน

“บอกตรงๆ ว่าผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องนี้เลย ไม่ค่อยอยากจะเห็นอะไรที่ลึกลับ เป็นคนที่ขี้กลัวด้วยซ้ำ แต่ผมสัมผัสเขาได้หมดแต่ไม่กล้าพูด เพราะกลัวคนจะหาว่าบ้า บางทีแค่สัมผัสมือคนอื่นผมก็รู้ได้เลยว่าเขาเป็นคนยังไง แม้กระทั่งเมื่อก่อนตอนที่จัดรายการกับ คุณกพล ทอง-พลับ หรือคุณป๋อง ซึ่งเขาเป็นคนกลัวผีมากแต่จัดรายการเรื่องผี วันหนึ่งเกิดไฟดับระหว่างจัดรายการด้วยกัน เขาร้องอุทานออกมาเสียงดังมาก ผมก็ถามว่าเฮ้ย! ป๋องเป็นอะไร เขาก็พูดว่าจะบอกความลับให้ว่าเขาเป็นคนกลัวผีที่สุด ผมเลยพยากรณ์เขาว่าเดี๋ยวต่อไปคุณจะดังที่สุดเรื่อง ผีนะ จำไว้”

จุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณให้ความสนใจศาสตร์ทางด้านนี้อย่างจริงจัง

“ต้องย้อนกลับไปในวัยเด็กของผม เมื่อถึงวัยที่ต้องพูดผมกลับไม่พูด และตระกูลผมเป็นนักธุรกิจ ที่บ้านก็อายคนข้างบ้าน เพราะเขาชอบล้อว่ามีลูกเป็นใบ้ ซึ่งตอนแรกแม่ก็เข้าใจว่าเป็นใบ้จริงๆ และทุกวันพระผมจะร้องไห้จนตัวเขียวต้องพาไปโรงพยาบาล พอกลับมาบ้านแม่ก็ไปขอพระ มีเทพที่ไหนแม่ก็ไปจุดธูปขอว่าอย่าให้ตาย จนไปพบหลวงพ่อรูปหนึ่ง ท่านเอาวันเดือนปีเกิดผมไปดู แล้วบอกว่าเด็กคนนี้ต้องรับใช้ชาตินะ ต้องเกิดมาช่วยคน ดวงเขาพ่อแม่เอาไม่อยู่หรอก ต้องไปหาพ่อแม่บุญธรรม เผอิญแม่ผมมีเพื่อนที่รักกันมากเลยยกให้ผมเป็นลูกบุญธรรม ซึ่งพ่อแม่บุญธรรมผมก็รักกันมาก เรียกว่าเป็นคู่รักตัวอย่างเลย

วันดีคืนดีมีหมอดูประเภทที่เดินผ่านหน้าบ้าน เอามือแม่ผมไปดูและบอกว่าสามีจะมีชู้นะ ซึ่งอย่างที่บอกพ่อแม่บุญธรรมผมรักกันมาก แต่คำพยากรณ์นั้นอยู่ในหัวของแม่บุญธรรมผมตลอด ท่านคิดเองเออเองและซึมเศร้าจนกินยาตาย ระหว่างที่จัดงานศพพ่อบุญธรรมผมก็ซึมเศร้ามาก 7 วันผ่านไปยังไม่ทันได้เผาแม่บุญธรรม พ่อบุญธรรมผมก็ผูกคอตายบนบ้าน ซึ่งสุดท้ายพ่อบุญธรรมของผมก็ไม่ได้มีชู้อย่างที่หมอดูซี้ซั้วพูด เลยทำให้ผมเกลียดหมอดูหมอเดามาก โดยเฉพาะหมอดูที่ไม่รับผิดชอบคำพูดของเขา และก้องอยู่ในใจว่าถ้าโตขึ้นผมจะต้องเรียนรู้ศาสตร์นี้ให้ได้ และต้องรู้จริงๆ หมดเงินเท่าไหร่ก็จะเรียน”


คุณศึกษาศาสตร์ด้านไหนมาบ้าง

“ผมเริ่มต้นตอนอายุ 13 ผมไปเรียนสมาธิกับครูบาอาจารย์ทุกท่านที่เก่งทางด้านนี้ วัดหลวงพ่อจรัญก็ไป และไปพบหลวงพ่อฤาษีลิงดำที่วัดของท่าน ช่วงที่ผมไปนั่งสมาธิที่นั่นกำลังทำพิธียันต์เกราะเพชร ซึ่งผมไม่รู้มาก่อนทำให้เดินหลงเข้าไปในพิธี หลวงพ่อท่านก็ทักและเรียกเข้าไปหา ผมก็บอกท่านไปว่าผมไม่ค่อยชอบนั่งสมาธิ แต่ทำไมชอบเห็นอะไรแปลกๆ หลวงพ่อบอกไม่แปลกหรอก ฝึกไปเดี๋ยวจะได้กสิณไฟ หลังจากนั้นก็ปฏิบัติธรรมมาเรื่อยๆ พอเรียนด้านสมาธิก็เลยทำวิจัยเรื่องสมาธิด้วยว่าฝึกแล้วได้อะไร ธรรมกายผมก็ไปบวช เรียกว่าบวชทุกสำนักเพื่อศึกษาว่าจริตเราไปด้านไหน เช่น พุทโธ อะระหังสัมมา นะมะพะทะ ยุบหนอ พองหนอ หลังจากนั้นก็เรียนปริญญาตรีด้านจิตวิทยา จนผมได้ไปเรียนที่อินเดียเกี่ยวกับศาสตร์ของ Candle Meditation หรือการฝึกสมาธิด้วยการเพ่งกสิณเทียน จนจบปริญญาเอกด้านจิตวิทยาที่เมืองมะนิปุร์ ผมจึงทำวิจัยด้านการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาโดยการใช้พลังสมาธิบำบัด ศาสตร์เรื่องการพยากรณ์ผมก็ไปเรียนมาหมดทุกครูบาอาจารย์ ตำหนักทรงที่ว่าหลอกลวงใครที่ไหน ผมไปอาละวาดมาเยอะแล้ว โดยเฉพาะไพ่ยิปซีผมไปเรียนหลายสำนักมาก”

ทำไมถึงจบที่ไพ่ยิปซี

“เพราะไพ่ยิปซีแม่นมากด้วยซิมโบลิก ผมเรียนไพ่ยิปซีเหมือนคนจบปริญญาตรี เพราะแค่สัญลักษณ์ภาพอย่างเดียวผมก็เรียนเป็นปีแล้ว จนถอดสัญลักษณ์ซิมโบลิกต่างๆ ได้ เมื่อเอาไปบวกกับญาณที่เราได้เรียนรู้มาและลิงก์กับคำพยากรณ์ ไพ่จะสามารถเล่าเรื่องหรือฉายภาพของคน คนนั้นได้หมดเลย และผมก็เขียนตำราเรื่องไพ่ยิปซีจิตวิทยาเล่มแรกในเมืองไทย ตอนนั้นผมทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับซิกมันด์ ฟรอยด์ เรื่องสัญลักษณ์จากหนังสือที่เขาเขียนชื่อ The Interpretation of Dreams หรือการแปลความฝัน ผมก็เอา
 
เล่มนี้มาถอดสัญลักษณ์ เอาความฝันมาแปลในด้านจิตวิทยา บวกกับการแปลไพ่ยิปซีออกมาเพื่อใช้บำบัดผู้ป่วย เพราะจริงๆ แล้วคนที่เป็นนักจิตวิทยาดังๆ เขาใช้ไพ่ยิปซีเพื่อรักษา ผู้ป่วยที่มีอาการทางความเครียด ตรงกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ ที่บอกไว้ว่า ความฝันเกิดจากความต้องการภายใต้จิตสำนึก บางทีมันมีอะไรที่ซ่อนอยู่ในความฝันนั้น ซึ่งบางคนเครียดมากๆ เลยแสดงออกทางความฝัน มันจึงมีความน่าสนใจหลายอย่าง”

ไพ่ยิปซีของคุณมีความพิเศษอย่างไร

“สิ่งที่ผมจะบอกคือเราต้องให้เครดิตคุณขุนทอง เพราะเขาเป็นคนไทยคนแรกที่นำไพ่ยิปซีเข้ามา แต่ของดร.มายด์คือนำทุกศาสตร์เข้ามาและบูรณาการเขียนของตัวเองขึ้นมาใหม่ ไพ่ยิปซีของดร.มายด์จึงเกิดเป็น Tarot Psychology พยากรณ์แล้วต้องบำบัดด้วย อย่างกรณีแม่-บุญธรรมของผมที่เจอหมอดูซี้ซั้วพยากรณ์แล้วไม่บำบัด ท่านเครียดจนนำไปสู่การกระทำอัตวินิบาตกรรมตัวเอง ซึ่งผมเชื่อว่าคนไทยทุกวันนี้เครียดแต่หาทางระบายไม่ได้ ถ้าคนเหล่านี้ได้ไปพบนักจิตวิทยาหรือนักพยากรณ์ทั้งหลายเขาน่าจะดีขึ้น

แต่ผมจะไม่แนะนำให้รับพานครู หรือจ่ายเงินแล้วมาสะเดาะเคราะห์ แต่จะให้จับไพ่ เสร็จแล้วให้ไปทำบุญ เจ้ากรรมนายเวรเขาคือใครผมก็แนะนำไปว่าเขาต้องทำอย่างไร และไพ่สำรับที่ผมใช้อยู่เรียกว่าไพ่ดูองค์เทพ ผมเป็นคนเดียวในประเทศไทยที่ถอดไพ่ยิปซีเพื่อดูในเรื่องขององค์เทพทั้งหมดว่าใครมีองค์ไหนคุ้มครอง เขาเรียกไพ่ยิปซีดูองค์ที่ผมทำขึ้นมาเอง เช่น เลิฟเวอร์คือพระตรีมูรติ เดวิลคือพระแม่กาลี มาตา ฯลฯ”

ตอนที่ดูไพ่มีองค์ไหนเสด็จมาประทับที่คุณไหม

“องค์พระแม่มารีอัมมันครับ ท่านคือปางรวมขององค์พระแม่อุมาเทวี แต่เรื่องนี้ผมจะไม่ค่อยบอกให้ใครรู้ เพราะผมเป็นคนที่ไม่ข้องเกี่ยวกับพิธีกรรม ซึ่งคนมักจะเข้าใจผิดว่าองค์เทพลงมาสวมทับตัวเรา แต่ในความเป็นจริงมาสวมทับไม่ได้ เพราะเราเป็นมนุษย์ ร่างกายทุกคนย่อมมีความสกปรก แต่ท่านมาด้วยญาณจิต เหมือนการที่ผมสื่อไปถึงท่านแล้วท่านส่งมา ผมเป็นแค่ทางผ่านและสัมผัสไปที่ไพ่ ทุกวันนี้ถ้าบอกว่าดร.มายด์ทายแม่น ไม่ใช่ แต่เป็นเพราะญาณจิตของท่าน และผมก็ต้องรักษาไว้”



  คุณสัมผัสหรือเข้าถึงองค์ท่านได้อย่างไร

“อย่างที่บอกว่าผมไปปฏิบัติธรรมทุกวัด และคืนวันหนึ่งในความฝันผมเห็นผู้หญิงอินเดีย ซึ่งผมไม่รู้จัก รู้แต่ว่าในฝันเขาใส่ส่าหรีสีแดงและนั่งสมาธิอยู่ ผมฝันเห็นบ่อยมากจนเริ่มอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร พยายามหาข้อมูลเรื่อยๆ จนมาเห็นในอินเตอร์เน็ตก็ได้รู้ว่านี่แหละใช่แล้วเหมือนในความฝันเลย และไปเจอองค์ท่านที่วัดแขก สีลมนี่แหละ วันนั้นผมไปไหว้พระพิฆเนศและผมก็เหลือบไปเห็นท่าน เลยเริ่มศึกษาปางท่านถึงได้รูว่าเป็นพระแม่มารีอัมมัน เลยส่งจิตกับท่านว่าถ้าท่านคือพระแม่มารีอัมมันที่มาในฝันลูก จะบอกอะไรลูกเหรอ เผื่อลูกจะได้รับใช้องค์แม่ ถึงได้รู้ว่าท่านอยากให้เรารับใช้ เพราะผมเคยพูดกับตัวเองว่าศาสนาไหนก็ได้ถ้าช่วยคนได้ หรือถ้าผมถูกจริตกับศาสนานั้นผมยินดีที่จะเผยแพร่

อีกเรื่องที่ผมศรัทธาท่านมาก เพราะผมไม่ตายเพราะท่าน เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นสมัยที่ผมไปเรียนเกี่ยวกับศาสตร์ด้านนี้ที่อินเดีย วันนั้นผมเป็นไข้เลือดออกและเกือบจะตาย เลยขอพรกับองค์แม่มารีอัมมัน ซึ่งอยู่ๆ ก็หายเลย และเหตุการณ์ที่ 2 เกิดขึ้นตอนผมไปปฏิบัติธรรม อยู่ๆ ก็เป็นร้อนในเยอะมาก ปากผมแตกหมดเลย ผมจึงไปที่แม่น้ำคงคาเมืองหริทวาร์ ซึ่งคนที่นั่นเขาเรียกว่าประตูสู่เทพ จากนั้นผมอธิษฐานและสวดถึงองค์แม่ และเอามือรองน้ำใส่เข้าไปในปาก อมอยู่สักพักหายเลย ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่บอกได้ว่าเป็นความจริงในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นหรือที่เขาเรียกว่าปาฏิหาริย์ และผมปฏิญาณกับท่านไว้ว่าในชีวิตนี้ถ้าไม่ตายจะเผยแพร่ให้ได้ว่าพระแม่มีจริง”

นี่คือเหตุผลที่ทำให้คุณสร้างเทวาลัย ‘องค์พระแม่มารีอัมมัน องค์พระพิฆเนศ และองค์พระอิศวร’ อย่างนั้นหรือ

“ใช่ครับ เพราะผมพูดอะไรท่านรับรู้ได้หมด และทั้ง 3 องค์นี้ในเมืองไทยยังไม่มีคือปาง ‘ทัคทู’ (Dugdusheth) มีเรื่องเล่าว่า มหาเศรษฐีคนหนึ่งเกือบจะล้มละลาย และวันดีคืนดีลูกชายป่วยไปหาหมอ หมอก็บอกไม่รอด ตกกลางคืนฝันเห็นพระพิฆเนศเป็น
ทองคำทั้งองค์ ก็อธิษฐานจิตจุดธูปบอกท่านว่า ถ้าลูกชายหายจะสร้างพระพิฆเนศให้ อยู่ๆ ลูกชาย ก็รอดตาย เศรษฐีคนนี้จึงสร้างพระพิฆเนศเพื่อบูชา พอไหว้ไปเรื่อยๆ กิจการค้าก็เจริญขึ้น พอคนไปไหว้ก็ยิ่งรวยขึ้นๆ

แต่ของผมเป็นองค์จำลองที่ใหญ่กว่าองค์จริง ใช้เวลาสร้าง 1 ปี 8 เดือน ตามลักษณะที่ผมฝันเห็นองค์ท่าน และปลุกเสก 7 วาระ คือ 7 ครั้ง ในรอบ 1 ปี 8 เดือน และที่ไม่ทำใหญ่เพราะอยากให้เป็นเทวาลัยส่วนตัวเล็กๆ แต่ถ้าใครอยากเข้ามาก็ไม่ต้องเสียเงิน เรามีตู้ก็จริงแต่ ไม่ได้สนใจว่าคุณจะหยอดหรือไม่หยอด ถ้าคุณเชื่อคุณถึงมา”
มีคนจำนวนมากที่ศรัทธาและบูชาพระพิฆเนศ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวงการบันเทิงและงานศิลปะ อยากให้คุณแนะนำวิธีไหว้หรือสวดบูชา ‘องค์พระพิฆเนศ’ ที่ถูกต้อง


“การบูชาเทพฮินดูขอแค่มีความเชื่อและศรัทธาแรงกล้าเท่านั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เงินเลย เพราะผมทดสอบมาแล้วด้วยตัวเองคือการอธิษฐานจิตและดื่มน้ำแล้วหาย เพราะฉะนั้นการบูชาองค์เทพไม่มีอะไรยุ่งยาก ที่เทวาลัยของผมจะไม่เน้นบน แต่ใช้การอธิษฐานจิต เพราะการบนจะเหมือนเราทำเพื่อหวังผลและจะไม่ค่อยได้ผล บางคนขี้ลืมพอสำเร็จแล้ว ก็ไม่ทำตามที่พูด

แต่การอธิษฐานจิตคือการขอ ซึ่งการที่จะเข้าถึงพระพิฆเนศได้คือ 1 ไม่โกหกท่าน 2 มีเวลาให้ท่าน จะเป็นช่วงเช้าหรือก่อนนอนก็ได้ ถ้าพร้อมก็เริ่มจุดกำยานเลย แต่คนไทยมักจะต่อว่าจุดกี่ดอก ผมจะบอกว่าคนอินเดียไม่มีดอก บางสำนักระบุว่า 8-9 ดอก ที่เทวาลัยผมจึงยึดที่ 3 ดอก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะเลข 3 เป็นเลขที่เป็นมงคลอยู่แล้ว ที่สำคัญกูรูสอนผมเลยว่าไม่ได้อยู่ที่จำนวนของธูป แต่ควันของธูปสามารถทำให้สถานที่ตรงนั้นสะอาดบริสุทธิ์ ชะล้างสิ่งไม่ดี และสื่อไปในอากาศเพื่อไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้

แต่หากไม่มีเงินซื้อกำยานหรือธูปก็ขอให้ใช้จิตของเรานั่งเลย เขาเรียกอามิสบูชา นั่งคุกเข่า และต้องอายคอนแท็กต์กับท่าน จะร้องไห้ก็ร้องไปเลยไม่ต้องอาย ปรับทุกข์และเปิดใจคุยกับท่านเหมือนท่านเป็นพ่อเป็นแม่เรา เทพท่านมีบารมีมากกว่าเราอยู่แล้ว และถึงแม้ไม่รู้ภาษา คาถาก็สวดไม่เป็น ก็ต้องบอกว่าสวดแบบไทยๆ นี่แหละ แค่เรียกชื่อท่านให้ถูกก็พอ แต่ก่อนจะเข้าถึงท่านต้องล้างมือ ล้างเท้า ล้างปาก อาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาด”

สิ่งของที่ใช้ถวายองค์ท่านฯ คืออะไร


“การที่จะเข้าถึงองค์เทพต้องมีดอกไม้ น้ำดื่ม และนมจืดนะครับ นั่นหมายถึงอามิสบูชาเท่ากับของเซ่นไหว้อย่างสม่ำเสมอ เราอยากให้ท่านได้ฉันอะไรก็ถวาย ยกเว้นอาหารที่เป็นเนื้อ ส่วนของหวานมีอย่างเดียวคือขนมลาดู จะถวายกี่ลูกก็ได้ พอถวายเสร็จก็ต้องให้เวลากับท่านและค่อยลาเอากลับไปทานที่บ้าน เพราะขนมที่เราถวายเทพเป็นขนมที่สุดยอดเทพมงคล จะให้ดีก็แบ่งให้ลูกหลานและคนอื่นๆ ด้วย”

ขอย้อนกลับมาที่ไพ่ยิปซี ทราบว่าวันหนึ่งรับดู 4 คนเท่านั้น

“ใช่ครับ เพราะถ้าดูเกินนั้นก็คุยไม่รู้เรื่องแล้วนะ และเหมือนท่านให้พลังมาแค่นี้ ส่วนหนึ่งผมดูผ่านทีวีที่ผมจัดรายการอยู่ด้วยคือ ‘มันตรามหาบำบัด’ ต่อคนนี่ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ผมจะ Process ด้วยการใช้ทฤษฎีโดยที่เขาไม่รู้ตัวว่าเป็นทฤษฎี แม่นไม่แม่นไม่รู้ แต่มีความรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป และต้องนัดล่วงหน้าก่อน ที่ให้นัดเพราะเราไม่รับ Walk in เพราะถ้า Walk in นั่นไม่ใช่การนัดพบนักจิตวิทยา แต่เป็นการนัดด้วยความพร้อมเหมือนไปพบหมอเลย เข้ามาก็ต้องใช้เวลา 40 นาที ถ้ารีบไม่ได้ ผมจะคืนเงินทันที เพราะมันไม่ใช่ Process เราต้องดูว่าเขาพร้อมที่จะเปิดไหม เพราะในไพ่นั้นจะหมายถึง Personality ของเขา

บ้า ในขณะที่เมืองนอกเขาต้องไปนะ โดยเฉพาะถ้าเป็นนักการเมืองหรือดารา เพราะเป็นอาชีพที่เครียด ดาราบางคนมาเล่าแล้วก็ร้องไห้ บางครั้งที่ผมได้ฟังจากเขาว่าเขาเจออะไรมาบ้างยังตกใจเลยว่าทำไมอยู่ในละครคุณโอเค แต่ตัวจริงคุณช้ำกว่าในละครที่คุณเล่นหลายเท่า ผมเลยต้องเอาทิชชูมาวางไว้เผื่อบางคนร้องไห้”

ศาสตร์ของไพ่ยิปซีมีข้อจำกัดหรือไม่

“มีครับ ต้องอ่านแค่ที่เรารู้ เพราะไพ่ยิปซีมีคำสาปในตัวอยู่แล้ว บางคนไปอ่านเพี้ยน อ่านผิดพลาด ไพ่จะมีความขลังอย่างหนึ่งคือถ้าอ่านจิตของเราเองไม่ตรง คำพยากรณ์นั้นจะสะท้อนมาสู่ชีวิตเรา หรือเข้าตัวเอง เรามีหน้าที่แค่อ่านแต่ไม่ได้มีหน้าที่ไปแก้กรรมให้เขา”

จริงไหมที่คนมีญาณวิเศษต้องปฏิบัติธรรมมากกว่าคนอื่น

“ผมต้องรักษาศีล 5 และผมจะเน้นเรื่องกาเมกับเรื่องสุรามากๆ ผมสามารถไปงานปาร์ตี้ได้ปกติ แต่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ผมจะดื่มโซดา เปล่าๆ ใส่เกลือและน้ำ หรือบางทีก็เป็นน้ำผลไม้ แต่จะไม่ดื่มเหล้าเด็ดขาด โดยเฉพาะข้อกาเมนี่ทำให้พลังเราหมดเลยนะถ้าผิด ท่านให้แล้วเรา ต้องรักษาเอาไว้ จะไม่มีมาขอโทษแล้วทำใหม่ ไม่ได้นะ”

ความเชื่อ ความศรัทธา แค่ไหนที่พอดี

“ในแนวทางของผมถ้าเชื่ออะไรแล้วต้องไม่งมงาย ถ้าเชื่อแล้วทำแล้วชีวิตเราดีขึ้นก็ควรจะเชื่อ แต่ถ้าเชื่อแล้วลองทำดูแล้วชีวิตเราย่ำอยู่กับที่หรือแย่ลง ก็ควรเปลี่ยนแนวความเชื่อนั้น หรือถ้าเชื่อแล้วทำแล้วยังไม่สำเร็จก็ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เชื่อนั้นไม่ถูกต้อง เช่น เชื่อว่าองค์เทพมีจริงและขอพรองค์เทพ คนส่วนใหญ่มักจะใจร้อน ไม่อดทนรอ ขอปุ๊บไม่ได้อย่างที่ขอก็คิดว่าไม่มีจริงหรือองค์เทพไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว

แล้ว ต้องให้เวลา เหมือนที่เราขอแต่ยังไม่ได้เพราะดวงยังติดกรรมบางอย่างกับเจ้ากรรมนายเวรอยู่ ซึ่งท่านไม่สามารถที่จะไปตัดเจ้ากรรมนายเวรให้เราได้ เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่เราทำบุญกุศลแล้วให้เพิ่มท้าย นิดหนึ่งว่าข้าพเจ้า ชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด ขออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า และขอให้เจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้าอโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าด้วย หากเขายกโทษให้กรรมนั้นก็จะถูกตัดลง เรียกว่าตัดกรรมโดยปริยาย แต่เมื่อใดที่เขาไม่ได้ยกโทษให้กรรมนั้นก็ยังคงอยู่ เพียงแค่เราทำความดีหน่วงกรรมเอาไว้ให้มาถึงช้าลงเท่านั้นเอง

ทุกวันนี้ผมอยู่ตรงนี้ได้เพราะผมเชื่อแล้ว ผิดจากเมื่อก่อนผมไม่เชื่อเลย และผมอายด้วยกับเรื่องพวกนี้ แต่อย่างที่บอกท่านมาในนิมิต ผมเลยไปค้นหาและทำทุกวิถีทางที่จะพบท่านให้ได้ และสุดท้ายก็เจอ ทุกอย่างล้วนมาจากความเชื่อและศรัทธาทั้งนั้น

ถ้าเราก้าวไม่พ้นความเชื่อและศรัทธา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ”
 
 



 
 

 | 

 
* Your Name :  
* Your Comment :  
* Capcha :  
   

   
   
Gen Wire Guy & Girl Contest 2013
ด่วน! ...นิตยสารเปรียวรับสมัครเลขานุการฝ่ายโฆษณา
ประกาศรายชื่อผู้โชคดีกับแคมเปญ "ปีใหม่นี้พาเปรียวไปเที่ยวไหน"
ประกาศรายชื่อผู้โชคดี ที่ได้รับ Eco speaker กระติบข้าวเหนียว
ด่วน! ...นิตยสารเปรียวรับสมัครงานหลายอัตรา

 
Trip On The Road : Ferrari
เฟอร์รารี่ แบรนด์รถซูเปอร์คาร์ในฝันของหนุ่มๆ หลายคน แต่ใช่ว่าจะเป็นเจ้าของเฟอร์รารี่กันได้ง่ายๆ ต้องใจรักจริง...
     
 
Trip On The Road : Custom Motorcycles
ตอนนี้หนุ่มๆ บ้านเรานิยมหันมาขี่มอเตอร์ไซค์คัสตอมคันใหญ่ทรงโค้งเว้ากันมากขึ้น เพราะรูปทรงที่ดูเท่ สวย รวมไปถึงการ...
     
 
Trip On The Road : Bigbike
จากคนที่ไม่รู้จักกลายเป็นเพื่อนแก๊งเดียวกัน เพียงเพราะมีความชื่นชอบเจ้าสองล้อไซซ์ใหญ่ที่ใครๆ ต่างขนานนามมันว่ารถบิ๊กไบค์...
     
 
Trip On The Road : Bicycle
การเดินทางด้วยจักรยานเริ่มมีบทบาทและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้เพื่อการ...
     

 
All site contents copyright © 2010 PRIEW Magazine Public Company Limited.